23 กรกฎาคม 2562 ชง 3 แผนสู้แล้ง สทนช.ชี้ฝนน้อยน้ำเขื่อนวิกฤติ เล็งดันลำตะคองโมเดล

ที่มา: https://www.naewna.com/local/428101

สทนช.ย้ำปริมาณฝนน้อย น้ำในเขื่อนลด เฝ้าระวังอ่างฯ ขนาดกลาง 151 แห่ง คลอด 3 มาตรการสู้ภัยแล้ง เสนอนายกฯ ด้านอธิบดีกรมชลฯเร่งหาแหล่งน้ำเพิ่มน้ำต้นทุนผลิตประปาให้ประปาบุรีรัมย์ ขณะที่ รมช.เกษตรฯลงเรือตรวจลำน้ำลำตะคอง เล็งใช้เป็นโมเดลบริหารจัดการน้ำแล้ง น้ำท่วมในพื้นที่อื่น เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 8/2562 ว่าที่ประชุมพิจารณามาตรการรับมือภัยแล้งช่วงฤดูฝน เพื่อเสนอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีใน 3 มาตรการคือ มาตรการเร่งด่วน มาตรการระยะสั้น และมาตรการระยะยาว ชง 3 มาตรการแก้แล้งเสนอนายกฯ โดยมาตรการเร่งด่วนได้แก่ ตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวส่วนกลางในภาวะวิกฤติ ซึ่งสทนช.จะทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมและตั้งศูนย์ของจังหวัด เพื่อรายงานต่อนายกรัฐมนตรี เร่งปฎิบัติการฝนหลวงในภาคเหนือและท้ายอ่างเก็บน้ำ .สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคจากแหล่งน้ำใกล้เคียงในพื้นที่เสี่ยง เร่งขุดลอกเพิ่มความจุแหล่งน้ำในพื้นที่ประกาศภัยแล้ง และแล้งซ้ำซาก 144 โครงการ วงเงิน 1,226 ล้านบาท ปรับแผนขุดเจาะซ่อมแซมบ่อบาดาล การชดเชยเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดต่อเนื่อง ส่วนมาตรการระยะสั้น จะเร่งรัดก่อสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำใน 67 จังหวัด 30,000 แห่ง งบประมาณ 3,000 ล้านบาท ทบทวนปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างช่วงระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม-วันที่ 31 ตุลาคม เพื่อวางแผนใช้น้ำในฤดูแล้งปี 2563 สำรวจความต้องการใช้น้ำแต่ละพื้นที่ บริหารจัดการน้ำฝนในแหล่งกักเก็บให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมาตรการระยะยาวนั้น จะเร่งรัดโครงการแหล่งน้ำตามแผนแม่บท 20 ปี เชื่อมโยงโครงข่ายในพื้นที่น้ำท่วมและแล้งซ้ำซาก ให้เกิดภาวะสมดุลด้านน้ำ และกำหนดพื้นที่เพาะปลูกให้สอดคล้องกับแหล่งน้ำและปริมาณน้ำต้นทุน

ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั่วปท.มีร้อยละ 47

ทั้งนี้ที่ประชุมติดตามประเมินสภาพอากาศ ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำปัจจุบันพบว่ามีปริมาณน้ำรวม 38,665 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 47 แบ่งเป็นภาคเหนือ 9,183 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 34 ภาคกลาง 508 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 20 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4,246 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 33 ภาคตะวันตก 18,284 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 68 ภาคตะวันออก 1,120 ล้านลบ.ม.หรือร้อยละ 36 ภาคใต้ 5,323 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 50

เฝ้าระวังอ่างฯขนาดกลาง151แห่ง

มีอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 แบ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 19 แห่ง ซึ่งต้องเฝ้าระวังและอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 151 แห่ง โดยปริมาณน้ำต้นทุนมีน้ำน้อย แม้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน ซึ่งมีสาเหตุมาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ ปริมาณฝนตกช่วงฤดูฝน ปี 2561 ตกน้อยกว่าค่าปกติ ประมาณร้อยละ 10- 17 มีการส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรที่เพาะปลูกเกินแผนในฤดูแล้ง ปี 61/62 โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกเกินแผนถึง 1.2 ล้านไร่ ทำให้ต้องจัดสรรน้ำมากกว่าแผนร้อยละ 20 หรือ 1,528 ล้าน ลบ.ม. และ มีปริมาณฝนตกจริงน้อยกว่าที่คาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาประมาณร้อยละ 30-40 ในภาคเหนือ กลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงทำให้ต้องจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้พื้นที่การเกษตรมากกว่าแผน

20จังหวัดภาคเหนือ-อีสานเสี่ยงขาดแคลนน้ำ

นอกจากนี้จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาได้ยืนยันคาดการณ์ปริมาณฝนที่จะตกในช่วงครึ่งแรกของฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 5-10 ส่วนครึ่งหลังของฤดูฝนตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม จะมีปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ และคาดว่าจะมีพายุพัดผ่านประเทศไทย 1-2 ลูกช่วงเดือนสิงหาคม แต่จากสถิติฝนที่ตกจริง ช่วงเดือนมิถุนายน-15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พบว่ามีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 30-40 ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเอลนีโญกำลังอ่อน ทั้งนี้จากการประเมินของสทนช.จะมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะนอกเขตชลประทาน 83 อำเภอ ใน 20 จังหวัด

หาแหล่งน้ำต้นทุนให้ประปาบุรีรัมย์

ด้านอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งในจังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากฝนทิ้งช่วง ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งแห้งขอดว่า สถานการณ์ภัยแล้งส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำในจังหวัดบุรีรัมย์อยู่ในเกณฑ์น้อย ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆลดลงต่อเนื่อง กรมเร่งขุดร่องชักน้ำเข้าหัวสูบประปาและสูบน้ำรอบอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก และอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดมายังจุดสูบน้ำของการประปาส่วนภูมิภาคให้มากที่สุด พร้อมจัดหาแหล่งน้ำใกล้เคียง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำดิบผลิตประปา เช่น ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำจังหันไปยังสถานีสูบน้ำลำปลายมาศประมาณ 3 ล้าน ลบ.ม.ต่อเนื่อง โดยส่งน้ำได้วันละ 65,000 ลบ.ม. รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาน้ำบาดาลมาใช้ร่วมกันกับน้ำผิวดินสำหรับมาตรการระยะกลาง จะร่วมกับกรมการทหารช่างขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากและอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ขุดลอกเพิ่มความจุน้ำหน้าฝายสถานีสูบน้ำลำปลายมาศ และสร้างแนวผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำปะเทียไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ส่วนมาตรการระยะยาว ประสานการประปาส่วนภูมิภาคตั้งสถานีผลิตน้ำประปาอำเภอโนนดินแดง โดยใช้น้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำลำนางรอง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านการประปาเพื่อส่งให้อำเภอโนนดินแดง ประคำ นางรอง และอำเภอเมืองบุรีรัมย์ด้วย

กษ.ถกแก้แล้งเล็งใช้ลำตะคองโมเดล

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯประชุมร่วมกับนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำล่าสุดในเขื่อนลำตะคอง ก่อนลงพื้นที่ตรวจสภาพน้ำลำตะคอง ตั้งแต่วัดท่าตะโก ไปจนถึง ท่าน้ำวัดสุสาน อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ก่อนเผยว่าผู้ว่าฯนครราชสีมารายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคองมีปริมาณน้ำร้อยละ 49 หรือประมาณ 155 ล้าน ลบ.ม.เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค เพราะมีระบบบริหารจัดการที่ดี ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง จึงเตรียมนำไปเป็นตัวอย่างในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อื่น เพราะตอนนี้สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานค่อนข้างรุนแรง จึงต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือ เช่น ทำฝนหลวง นอกจากนี้ยังเตรียมพัฒนาเขื่อนลำตะคองเป็นจุดระบายน้ำไม่ให้น้ำท่วมเมืองด้วย

ลงเรือตรวจลำตะคอง-ถกทำฝนหลวง

สำหรับเขื่อนลำตะคอง ถือเป็นเขื่อนหลักใช้น้ำเพื่อผลิตน้ำประปา อุปโภคบริโภคในอำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภอขามทะเลสอ อำเภอสูงเนิน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอโนนสูง ส่วนพื้นที่ในจังหวัดนครราชสีมา ที่น่าเป็นห่วงคือ ประทาย ชุมพวง พิมาย โนนแดง เนื่องจากไม่มีชลประทานขนาดใหญ่ และสาขาลำน้ำมูลแห้ง จึงส่งผลให้เกิดปัญหา จากนั้นร.อ.ธรรมนัสและคณะลงเรือตรวจสภาพลำน้ำลำตะคองที่ท่าน้ำวัดท่าตะโก และไปขึ้นฝั่งที่ท่าน้ำวัดสุสาน อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา รวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างทางจะเห็นพนังดินกั้นน้ำที่ทรุดโทรม และมีวัชพืชสองฝั่งจำนวนมาก ขณะที่พื้นที่สองฝั่งบางส่วนเป็นป่านำรถขุดดินเข้ามาไม่ได้ ต้องใช้แรงงานคนในการพัฒนาสองฝั่งคลอง ต่อมาเวลา 14.00 น. ร.อ.ธรรมนัสประชุมร่วมกับกรมฝนหลวง เพื่อสั่งการทำฝนหลวงในพื้นที่ต่างๆ และจะประสานกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้ผู้ต้องขังมาช่วยจัดการเก็บผักตบชวา และประสานกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อให้ปรับปรุงทัศนียภาพสองฝั่งคลองให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ตลาดน้ำ และในสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่อีสานเหนือ เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง.